ก้าวทันโลกศึกษา2

กฎหมาย

1.1ความหมายของกฎหมาย


กฎหมายคืออะไร? เชื่อได้เลยว่าทุกคนหรือแทบจะทุกคนในสังคมคงจะรู้จักคำๆนี้เป็นอย่างดี แต่หากจะให้อธิบายความหมายของคำนี้ หลายๆคนคงไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ซึ่งจริงๆแล้วแม้แต่ในทางวิชาการก็มีการให้นิยามความหมายแตกต่างกันออกไปมาก มาย เนื่องจากเป็นการยากที่จะนิยามความหมายออกมาให้ครอบคลุมได้ทั้งหมด แต่พอจะสรุปได้ดังนี้



กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ คำสั่ง หรือข้อบังคับที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับดำเนินการให้บรรลุ เป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใดของสังคม



มนุษย์ถือได้ว่าเป็นสัตว์สังคมจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่เนื่องจากความคิด อุปนิสัย สภาพแวดล้อม เพศ ฯลฯ ที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นจะต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย กฎหมายบางอย่างก็กำหนดขึ้นเป็นขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งความ สงบเรียบร้อย หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ นอกจากนี้การบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้คนในสังคมปฏิบัติตามในแนว ทางเดียวกัน ก็จะสร้างความเป็นระเบียบให้เกิดขึ้นอีกด้วย เหล่านี้ถือเป็นเป้าหมายอันสำคัญของสังคม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวนี้เมื่อคิดย้อนกลับไปแล้ว ก็จะมาจากคนในสังคมนั่นเอง
1.2ความสำคัญของกฎหมาย
1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ เมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมทุกคนจำเป็นต้องมีบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือเพื่อความสงบเรียบร้อย ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม

2. กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พลเมืองไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับของกฎหมาย ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษ กฎหมายจะเกี่ยวข้องกับ การดำรงชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

3. กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม คนเราทุกคนย่อมต้องการความ ยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะตัดสินว่าการกระทำใดถูกต้องหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ ฉะนั้น กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เป็นหลักของความยุติธรรม

4. กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทางใด หรือคุณภาพของพลเมืองเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายของการพัฒนาที่กำหนดไว้ ดังจะเห็นได้จากการที่กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้น ฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยรัฐเป็นผู้จัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายนั้น ย่อมส่งผลให้ คุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนสูงขึ้น หรือการที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ พิทักษ์ปกป้อง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย่อมทำให้สังคมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีมาตรฐานดีขึ้น

ดังนั้น การที่ประเทศใดจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เป็นไปในแนวทางใดก็ตามถ้าได้ มีบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหลักการให้ทุกคนปฏิบัติตาม ก็ย่อมทำให้การพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนประสบผลสำเร็จได้สูงกว่าการปล่อยให้เป็นไปตามวิถีการ ดำเนินชีวิตของสังคมตามปกติ
1.4ประเภทของกฎหมาย
การแบ่งประเภทของกฎหมายโดยพื้นฐานสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท
ประเภทที่ 1กฎหมายมหาชน (public law) และกฎหมายเอกชน (private law)
ประเภทที่ 2กฎหมายภายใน (internal law) และกฎหมายระหว่างประเทศ (international Law)
ประเภทที่3 กฎหมายสารบัญญัติ (Substantive Law) และกฎหมายวิธีสบัญญัติ (Procedural Law)
1.กฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชน
-กฎหมายเอกชนประกอบไปด้วยบรรดากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งใช้บังคับระหว่างบุคคล ซึ่งนอกจากจะหมายถึงบุคคลธรรมดาแล้วยังหมายความถึงนิติบุคคลด้วย กฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อกันในฐานะ “ผู้อยู่ใต้ปกครอง” ที่ต่างฝ่ายต่างก็เท่าเทียมกัน
-กฎหมายมหาชนประกอบไปด้วยบรรดากฎเกณฑ์ซึ่งนอกจากจะใช้เพื่อจัดระบบอำนาจรัฐ(องค์กรด้านรัฐธรรมนูญและด้านปกครองของประเทศ) แล้ว ยังใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐและบุคคลด้วย กฎหมายมหาชนจึงเป็นกฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ กับเอกชน หรือกับหน่วยงานของรัฐอื่น ในฐานะที่หน่วยงานของรัฐเป็น “ผู้ปกครอง”
-กฎหมายมหาชนจึงให้อำนาจรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมกับจำกัดอำนาจนั้นไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อการใช้อำนาจไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชน
สุภาษิตของหลักกฎหมายมหาชนตามหลักนิติรัฐมีว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจ (รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ) จะทำมิได้ (โดยเฉพาะเมื่อกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน)”
-ส่วนปรัชญาของกฎหมายเอกชนนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากกฎหมายมหาชน เพราะกฎหมายเอกชนยืนอยู่บนหลักความเสมอภาคของเอกชนแต่ละคนและอยู่บนหลักเสรีภาพในความสมัครใจเข้าผูกพันนิติสัมพันธ์กันโดยสัญญา ดังนั้น สุภาษิตของกฎหมายเอกชนจึงมีว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามย่อมทำได้”
1.1กฎหมายมหาชน
ก. กฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitutional Law)
ข. กฎหมายปกครอง (Administrative Law)
ค. กฎหมายการเงินและการคลัง (Fiscal and Financial Law)
ง. กฎหมายประกันสังคม
1.2กฎหมายเอกชน
ก. กฎหมายแพ่ง
กฎหมายแพ่งมีวัตถุประสงค์ในการกำหนดกฎเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้บังคับกับความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคล นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายพิเศษที่เกิดขึ้นและแยกออกมาจากกฎหมายแพ่งด้วย เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันภัย กฎหมายทรัพย์สินทางวรรณกรรมและศิลปะ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
ข. กฎหมายพาณิชย์
กฎหมายพาณิชย์เป็นกฎหมายที่ประกอบไปด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้บังคับกับพ่อค้าและผู้ประกอบธุรกิจ กฎหมายพาณิชย์จึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่มาของกฎหมายพาณิชย์นั้นไม่ได้มาจากกฎหมายแพ่งและเกิดขึ้นมาอย่างเป็นอิสระคู่ขนานไปกับกฎหมายแพ่ง
ขอบเขตของกฎหมายพาณิชย์ไม่ได้กว้างขวางเท่ากับกฎหมายแพ่ง โดยจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น
กฎหมายพิเศษที่แยกออกมาจากกฎหมายพาณิชย์ เนื่องจากการมีลักษณะพิเศษเฉพาะ ได้แก่ กฎหมายพาณิชย์นาวี (Maritime Law) กฎหมายการเดินอากาศ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (กฎหมายเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร) กฎหมายการธนาคาร
2.กฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศ
2.1กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมหาชน
ก. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง (Public International Law)
กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองประกอบไปด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี หรือพหุภาคี
ข. กฎหมายมหาชนระหว่างประเทศ (International Public Law)
กฎหมายมหาชนระหว่างประเทศเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและบุคคลในกรณีที่มีองค์ประกอบเรื่องกฎหมายต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น กฎหมายการเงินระหว่างประเทศ
2.2กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายเอกชน
- กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (Private International Law)
กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลประกอบไปด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในรัฐ เมื่อมีองค์ประกอบของกฎหมายต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งองค์ประกอบจากกฎหมายต่างประเทศนี้มีหลายกรณี เช่น เรื่องสัญชาติ ภูมิลำเนา ที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์
2.3กฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติ
-กฎหมายสารบัญญัติ(Substantive Law) กำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคล
-กฎหมายวิธีสบัญญัติ (Procedural Law) กำหนดวิธีการเยียวยาเมื่อมีการละเมิดสิทธิและหน้าที่เกิดขึ้น
หากคำนึงถึงหลักกฎหมายแล้วอาจแยกกฎหมายออกได้เป็น ๓ สาขาใหญ่ ๆ เท่านั้น คือ กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และกฎหมายปกครอง ซึ่งหลักกฎหมายของแต่ละสาขาก็มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน
1.5ศักดิ์ของกฎหมาย ( hierachy of law) คือ ลำดับความสูงต่ำของกฎหมาย
การจัดศักดิ์ของกฎหมายมีความสำคัญต่อกระบวนวิธีการต่าง ๆ ทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ การตีความ และการยกเลิกกฎหมาย เช่น หากกฎหมายฉบับใดมีลำดับชั้นของกฎหมายสูงกว่า กฎหมายฉบับอื่นที่อยู่ในลำดับต่ำกว่าจะมีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับกฎหมายสูง กว่านั้นมิได้ และอาจถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
เกณฑ์ในการกำหนดศักดิ์ของกฎหมาย
เกณฑ์ในการกำหนดศักดิ์ของกฎหมายได้แก่ การพิจารณาจากผู้ตรากฎหมายฉบับนั้น ๆ ซึ่งย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ

สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยผู้แทนของปวงชนคือรัฐสภา เป็นการที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาร่วมกันใช้อำนาจสูงสุดแห่งรัฐในการออก กฎหมาย จึงให้มีศักดิ์สูงสุด ส่วนที่มีศักดิ์รองลงมาได้แก่ พระราชบัญญัติและพระราชกำหนด ซึ่งได้รับการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรก่อนแล้วจึงผ่านไปยังวุฒิสภา เป็นการแยกกันใช้อำนาจ

ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย

ว่ากันแต่ประเทศไทยในปัจจุบัน มีทั้งกฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมายจารีตประเพณี และหลักกฎหมายทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่ากฎหมายส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในรูปลายลักษณ์อักษร มากที่สุด

กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดรูปแบบการปกครองและระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนรับรองและส่งเสริมสิทธิต่าง ๆ ของประชาชนทั้งประเทศ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยยังเป็นกฎหมายแม่บทของกฎหมายอื่นทุกฉบับ กฎหมายอื่นจึงจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้ มิเช่นนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้เลย

มักมีผู้เรียก "รัฐธรรมนูญ" ว่า "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" พึงทราบว่า "กฎหมายรัฐธรรมูญ" (: constitutional law) นั้นเป็นคำเรียกสาขาวิชาทางนิติศาสตร์และเรียกกฎหมายมหาชนแขนงหนึ่งซึ่งว่า ด้วยการวางระเบียบการปกครองรัฐในทางการเมือง ส่วน "รัฐธรรมนูญ" (: Constitution) นั้นคือกฎหมายจริง ๆ ฉบับหนึ่งซึ่งจัดระเบียบการปกครองรัฐในทางการเมือง

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายชนิดนี้อยู่ในรูปของพระราชบัญญัติในประเทศไทย และมีศักดิ์เดียวกันกับพระราชบัญญัติแต่มีวิธีการตราที่พิสดารกว่าพระราช บัญญัติเนื่องเพราะเป็นกฎหมายที่อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ

พระราชบัญญัติ และประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายชั้นรองลงมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นกฎหมายที่ถือได้ว่าคลอดออกมาจากท้องของรัฐธรรมนูญโดยตรง องค์กรที่มีหน้าที่ตรากฎหมายสองประเภทนี้ได้แก่รัฐสภา

พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจในการตราให้แก่ฝ่ายบริหารคือคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ใช้ในกรณีรีบด่วนหรือฉุกเฉิน พระราชกำหนดนั้นเมื่อมีการประการใช้แล้วคณะรัฐมนตรีต้องนำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ถ้ามิได้รับความเห็นชอบก็เป็นอันสุดสุดลง แต่ผลของการสิ้นสุดลงนี้ไม่กระทบกระเทือนบรรดาการที่ได้กระทำลงระหว่างใช้ พระราชกำหนดนั้น

พระราชกฤษฎีกา เป็นกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นหลักการย่อย ๆ ของพระราชบัญญัติหรือของพระราชกำหนด เปรียบเสมือนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่อธิบายขยายความใน รัฐธรรมนูญ

กฎองค์การบัญญัติ เป็นกฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตราขึ้นและใช้บังคับภายในเขตอำนาจ ของตน ได้แก่ ข้อบังคับตำบล เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และข้อบัญญัติเมืองพัทยา เนื่องจากอำนาจในการตรากฎหมายประเภทนี้ได้รับมาจากพระราชบัญญัติ โดยทั่วไปจึงถือว่ากฎองค์การบัญญัติมีศักดิ์ต่ำกว่าพระราชบัญญัติชั่วแต่ว่า ใช้บังคับภายในเขตใดเขตหนึ่งเป็นการทั่วไปเท่านั้น

กฎกระทรวง เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารและไม่ต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภา มีลักษณะคล้ายพระราชกฤษฎีกาเพราะศักดิ์ของผู้ตราต่างกัน

รองศาสตราจารย์ทัชชมัย ฤกษะสุต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า "เมื่อ พระราชกฤษฎีกากับกฎกระทรวงมีความใกล้เคียงกันมาก ข้อที่พิจารณาให้เห็นถึงความแตกต่างกันว่าควรจะออกกฎหมายในรูปพระราชกฤษฎีกา หรือกฎกระทรวงนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เนื้อหาของกฎหมายที่ต้องการบัญญัตินั้นมีความสำคัญเพียงใด ซึ่งหากมีความสำคัญเป็นอย่างมากจะออกมาในรูปของพระราชกฤษฎีกา แต่ถ้ามีความสำคัญน้อยกว่าก็ออกในรูปของกฎกระทรวง

ผลการจัดศักดิ์ของกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร

1. การออกกฎหมายที่มีศักดิ์ของกฎหมายต่ำกว่าจะออกได้โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายที่ มีศักดิ์สูงกว่าหรือตามที่กฎหมายศักดิ์สูงกว่าให้อำนาจไว้

2. กฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายศักดิ์สูงกว่า จะออกมาโดยมีเนื้อหาเกินกว่าขอบเขตอำนาจที่กฎหมายศักดิ์สูงกว่าให้ไว้มิได้ มิฉะนั้นจะใช้บังคับมิได้เลย

3. หากเนื้อหาของกฎหมายมีความขัดแย้งกัน ต้องใช้กฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าบังคับ ไม่ว่ากฎหมายศักดิ์สูงกว่านั้นจะออกก่อนหรือหลังกฎหมายศักดิ์ต่ำกว่านั้น
เข้าทำแบบทดสอบ