วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การปกครองสมัยสุโขทัย






การปกครองสมัยสุโขทัย

โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่า ระบอบการปกครองประเทศได้เปลี่ยนจากระบอบนครรัฐ หรือ แว่นแคว้นขนาดเล็กเป็นอิสระต่อกัน เป็นพันธมิตรและศัตรูกันเป็นครั้งคราว มาสู่ระบอบอาณาจักรขนาดใหญ่ขึ้น มีประชากรมากขึ้น ซึ่งทำให้การจัดการปกครองมีความยุ่งยากมีการบังคับบัญชาลดหลั่นกันมากขึ้น
ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและประชาชนก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็น 3 ขั้นตอน คือ ในตอนต้นของระบอบบนนครรัฐ ความสัมพันธ์เป็นแบบปิตาธิปไตย คือ แบบพ่อกับลูก แต่ในสมัยสุโขทัยเริ่มเปลี่ยนมาสู่รูปแบบที่สอง คือ ปิตุราชาธิปไตย คือ แบบพ่อกับลูก ในช่วงต้นของการสถาปนากรุงสุโขทัยเริ่มจากสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์จนสิ้นสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นการปกครองแบบ พ่อปกครองลูก การปกครองแบบพ่อปกครองลูกนี้ประชาชนทุกคนเสมือนหนึ่งเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน โดยมีกษัตริย์เป็นหัวหน้าครอบครัว มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง แต่ก็มิได้ทรงใช้อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองแต่เพียงพระองค์เดียว ทรงยินยอมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปกครองด้วย ประชาชนจึงเรียกกษัตริย์ว่าพ่อขุน เช่น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พ่อขุนรามคำแหง เป็นต้น การปกครองลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับประชาชนว่ามีความใกล้ชิดกันมาก กษัตริย์นอกจากจะเป็นผู้ปกครองและเป็นเสมือนพ่อแล้ว ยังทรงเป็นตุลาการที่เที่ยงธรรมด้วย จากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวไว้ว่า ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงพระองค์ทรงให้สร้างกระดิ่งแขวนไว้ที่หน้าประตูพระราชวัง เมื่อพ่อขุนทรงทราบเรื่องก็จะออกมาไต่สวนคดีความด้วยพระองค์เอง แต่ในสมัยสุโขทัยเริ่มภาพจะทรงเรียกว่า เป็นแบบบิดาครองบุตร (Paternal Government) (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2470, น.9) แต่น่าจะเป็นแบบปิตุราชาธิปไตยมากกว่า เพราะพระราชาเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แม้จะปกครองราษฎรเหมือนบิดา (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2527, น.31) อนึ่งพึงสังเกตว่าการปกครองสมัยสุโขทัย พระราชามหากษัตริย์เริ่มมีฐานะเป็นหลวง พระโอรส และ นัดดามีฐานะเป็นลูกหลวง หลานหลวง (หลายแห่งเรียกว่า พญา (พระยา) และปู่พญา)
ความสัมพันธ์นี้ต่อมาถึงรัชกาลที่ 6 คือ พญาลิไท (เสวยราชย์ พ.ศ. 1890) ก็ทรงเฉลิมพระนามว่า พระมหาธรรมราชา (นับเป็นพระองค์แรก) ซึ่งทำให้เห็นว่าได้แยกพ่อขุนมาเป็นพระราชาเพียงแต่ยังเป็นมนุษย์ (ไม่เป็นเทพ) ที่ปกครองโดยใช้หลักธรรมะของพระศาสนาเป็นหลัก (ถ้าดุจากพระนามจะเห็นว่านามพ่อขุนบางกลางหาว จะเป็นความเป็นมนุษย์มากกว่านามพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งเริ่มจะเป็นเทวดาตามชื่อที่ได้ดัดแปลงมาจากตำแหน่งของพ่อขุนผาเมืองที่กษัตริย์เขมรทรงแต่งตั้งให้)
อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาจากหลักการปกครองตามที่จารึกไว้ในหลักที่ 1 จะเห็นว่า เป็นการปกครองตามลัทธิประชาธิปไตยมาก ดังจะได้กล่าวต่อไป
ลักษณะการปกครองอาณาจักรสุโขทัย
การปกครองอาณาจักรสุโขทัย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่าถือเอาการป้องกันบ้านเมืองเป็นหลัก จึงวางระเบียบเป็นอย่างทหาร พลเมืองที่เป็นชายนับเป็นทหารทุกคนเจ้านาย ขุนนางทำหน้าที่ควบคุมทหารเหล่านั้นตามลำดับ เวลาว่างศึกสงครามก็บังคับบัญชาอย่างพลเรือน เวลาเกิดศึกสงครามก็บังคับบัญชากันอย่างทหารเจ้าเมืองต่างๆ ก็เกณฑ์พลเมืองของตนมาเข้ามาเป็นกองทัพสมทบกับทัพหลวง สำหรับหัวเมืองขึ้นในรายรอบราชธานีจะรวมกันเป็นกองทัพหลวงส่วนเมืองศรีสัชนาลัยเป็นเมืองอุปราช ทำหน้าที่กองทัพหน้า
1.เมืองลูกหลวง หรือเมืองหน้าด่าน ซึ่งโดยปกติจะมีอยู่ 4 ทิศล้อมลอบราชธานี แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป หน้าที่สำคัญของเมืองลูกหลวง คือเป็นการแบ่งเมืองและตำแหน่งให้เชื้อพระวงศ์เป็นการฝึกการปกครองและบริหารราชการแผ่นดินและทำหน้าที่เป็นด้านกั้นภัยจากอริราชศัตรู แต่ขณะเดียวกันอันตรายก็มีอยู่ซึ่งได้แก่การที่ผู้ครองเมืองลูกหลวงอาจยกทัพเข้าราชธานีหรือเมืองหลวงเพื่อแบ่งราชสมบัติเมื่อกษัตริย์เสด็จสวรรคต
เมืองลูกหลวงของกรุงสุโขทัยมีดังนี้ ทิศเหนือคือเมืองศรีสัชชนาลัย ทิศตะวันออกคือเมือง สองแคว(ปัจจุบัน คือเมืองพิษณุโลก) ทิศตะวันตก คือเมืองนครชุม ทิศใต้คือเมืองสระหลวง
2.เมืองท้าวพระยามหานคร เป็นเมืองที่อยู่ในขอบริมรอบนอก เจ้าเมืองเป็นราชวงค์ของเจ้าเมืองเดิมมีอำนาจในการปกครองบริหารตามปกติเกือบสมบูรณ์แต่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจและการบังคับบัญชาของสุโขทัย เมืองท้าวพระยามหานครคือเมืองที่ถูกผนวกเข้ามาในเครือข่ายอำนาจของราชธานี เช่นหลวงพระบาง เชียงทอง เป็นต้น
3. เมืองออกหรือเมืองขึ้น คือเมืองที่สุโขทัยยกทัพไปตีได้โดยให้อยู่ในอำนาจ เช่น นครศรีธรรมราช เวียงจันทร์ หงสาวดี (มอญ) เป็นต้น
ในการปกครองของแต่ละเมืองนั้น ก็มีรูปแบบทั่วไปในสังคมเกษตรกรรมซึ่งมักแบ่งออกเป็น 3 หน่วย คือ หมู่บ้าน ตำบล เมือง
หลักการปกครองแบบปิตุราชาประชาธิปไตย
การปกครองของสุโขทัยที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกที่ 1 ซึ่งจารึกเมื่อ พ.ศ. 1835 (หลังจากที่พ่อขุนรามคำแห่งได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยเมื่อ พ.ศ. 1826) ได้อธิบายวิธีปกครองไว้เป็นแบบประชาธิปไตยมากเทียบเคียงได้กับมหากฎบัตร (Magna Carta) ของอังกฤษซึ่งพระเจ้าจอห์นถูกขุนนางบังคับให้จำกัดพระราชอำนาจเมื่อ ค.ศ. 1215 (พ.ศ. 1758) จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลาจารึก 1835 นี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศสยาม หลักการสำคัญที่จารึกไว้มีดังนี้
1.ให้เสรีภาพในทาง (ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า...)
2.ไม่เก็บภาษีจังกอบ (เจ้าเมืองบ่อาจกอบ ในไพร่ลู่ทาง...)
3.ทรัพย์สินของผู้ตายให้เป็นมรดกถึงลูกได้ (ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มหายตายกว่า เหย้าเรือน... เสื้อค้ำ... ช้างลุกเมียเยียข้าว... ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น)
4.ประกันความยุติธรรมเมื่อพลเมืองผิดใจเป็นความกันจะมีการสอบสวนจนแน่ชัดจึงตัดสินโดยยุติธรรม (ลูกเจ้าลูกขุนผิแลผิดแผกแสกกว้างกัน สวนดูแท้แลจึ่งแล่งความแก่ข้าด้วย ซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน...)
5.ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อแก่ผู้มาอยู่ในบ้านเมือง ให้ตั้งตัวได้ (คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ช่อยเหนือเฟื้อกู้มันบ่มีช้างบ่มีม้าบ่มีปั่วมีนางบ่มีเงื่อนบ่มีทองให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง)
6.ข้าศึกแม่ทัพนายกองจับได้ก็ไม่ฆ่าตี (ได้ข้าเสือก ข้าเสือหัวพุ่งหัวรบก็ดีบ่ฆ่าบ่ตี)
7.ประชาชนเดือนร้อนให้มาสั่นกระดิ่ง ให้พ่อขุนรามคำแหงได้ยินจะออกมาสอบสวนตัดสินโดยยุติธรรม (ไพร่ฟ้าหน้าปก...มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ...บ่ไร้ไปสั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมื่อถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ)
8.ประชาชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (...หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน)
9.ส่งเสริมให้พลเมืองถือศิลอวยทาน (คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศิล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหง ทั้งชาวแม่ ชาวเจ้าท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน...ทั้งผู้ชายผู้หญิง...มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา)
10.ทรงจัดการปกครองบ้านเมืองโดยเปิดเผยบนพระแท่นในวันธรรมดา หลังจากที่พระสอนธรรมในวันโกนวันพระ (ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยขึ้นั่งเหนือขดานหินให้ฝูงท่วยลูเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองคัล)
11.ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยรู้บุญรู้ธรรม จึงมีความฉลาด กล้าหาญ ขยันขันแข็ง ปราบฝูงข้าศึกได้ เมืองจึงกว้างขวาง (เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี... (พ.ศ. 1826) พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ในในในแลใส่ลายเสือไทยนี้...หาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลายให้รู้บุญ รู้ธรรมแท้ แต่คนอันมีในเมืองไทยด้วยรู้ด้วยหลวกด้วยแกล้วด้วยหาญด้วยแคะด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้อานปราบฝูงข้าเสิกมีเมืองกว้างช้างหลาย)
12.ทรงปราบปรามบ้านเมืองต่างๆ ทุกทิศแต่ก็จะทรงเลี้ยงลูกบ้านลูกเมืองนั้นด้วยชอบด้วยธรรมทุกคน (หลังจากล่าวถึงเมืองต่างๆ ที่ไปปราบมาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 4 ก็จบลงด้วยข้อความว่า "...ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน")
(ข้อสังเกต ความในวงเล็บเป็นคำอ่านปัจจุบันจากหนังสือประชุมศิลาจารึกภาคที่ 1 ของคณะกรรมการพิจารณา และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, สำนักนายกรัฐมนตรี, 2521, น.18-26. อนึ่งโปรดสังเกตว่าในศิลาจารึกหลักที่ 1 จากบรรทัดที่ 1 ถึง 18 เป็นเรื่องที่พ่อขุนรามคำแหงเล่าประวัติของพระองค์เองใช้คำว่า "กู" ตลอดแต่หลังจากนั้นใช้คำว่า "พ่อขุนรามคำแหง" จึงเป็นเรื่องที่ผู้อื่นเขียน)
สมเด็จกรมพรยาดำรงค์ฯ เห็นว่าสมัยสุโขทัยไม่มีทาสกรรมกรมามีทาสเมื่อใช้ประเพณีของในบรรดาชาวไทยทางใต้ (ดู สมเด็จกรมพระยาดำรง, 2470, น.12) ข้อสันนิษฐานนี้เสอดคล้องกับความในศิลาจารึก สรุปข้อ 6 และ 12 ที่ว่าไม่ได้ฆ่าตีข้าศึกที่เข้ามาสวามิภักดิ์ และทรงปกครองเมืองต่างๆ ที่ปราบมาอย่างเป็นธรรม แสดงว่าไม่มีทาส อย่างมากก็มีเพียงทาสเชลย
หลักการปกครองธรรมราชา หรือแบบธรรมาธิปไตย
หลังจากที่พ่อขุนรามคำแหงได้นครศรีธรรมราชไว้ในอำนาจก็ได้มีการนำพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์มาแผลแพร่มากขึ้นเป็นผลให้แนวความคิดในการปกครองเปลี่ยนจากปิตุราชาธิปไตยมาเป็นแบบธรรมราชาธิปไตยยิ่งขึ้น พระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่ พ.ศ. 1890 ก็เริ่มใช้พระนามว่า พระมหาธรรมราชาที่ 1 ถึงที่ 4 อันเป็นสมัยที่ขึ้นแก่อยุธยา และจบราชวงศ์พระร่วงเมื่อ พ.ศ. 1981
หลักการของระบอบธรรมราชาธิปไตย คือ ความเชื่อว่าพระราชอำนาจของกษัตริยจะต้องถูกกำกับด้วยหลักธรรมะประชาชนจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะได้ไปสู่สวรรค์จึงเรียกว่าสวรรคต ธรรมสำคัญที่กำกับพระราชจริยวัตร คือ ทศพิธราชธรรม 10 ประการ และจักรวรรดิวัตร 12 ประการ และมีหลักการปกครองปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ที่พระมหาจักรพรรดิราชจะใช้สั่งสอนท้าวพระยาทั้งหลายให้ปฏิบัติตามอีกมาก (ภารดี, อ้างแล้ว, น.2-4)
เป็นที่น่าสังเกตว่าธรรมราชธิปไตย น่าจะทำให้ประเทศชาติมั่นคงกว่า ราชาธิปไตยแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่การไม่พยายามออกไปสู้รบแผ่ขยายอาณาเขต หรือไม่บำรุงกำลังรบให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันประเทศอาจทำให้อ่อนแอลง ดังปรากฏในปลายราชวงศ์พระร่วง หรืออย่างสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ และพระเจ้าอุทุมพรแห่งอยุธยา หรือประเทศธิเบตที่ถือนิกายวัชรญาณเคร่งครัด แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างละเอียดอาจจะพบว่าเป็นเพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ใช้หลักธรรมให้ครบถ้วน และเป็นเพราะลูกหลาน และขุนนางแย่งชิงราชสมบัติฆ่าฟันกันเอง จนอ่อนแอต่างหาก




แบบทดสอบหลังเรียน

น.ส.กวิสรา สุนทรบุตร เลขที่ 18 ม. 4/3 รร.วรนารีเฉลิม

1 ความคิดเห็น:

  1. กูอยากรู้ข้อดีเเละข้อเสียของการปกครองธรรมราชาไม่ใช่ให้..
    อธิบาย

    ตอบลบ